เราเก็บเรื่องเราท้องไว้เป็นความลับมาตลอด เพราะอยากให้ชัวร์ว่าทุกอย่างโอเคจริงๆ แล้วค่อยบอกทุกคน
แต่จนแล้วจนรอดวันที่ได้รู้ มันกลับตรงกันข้ามกับที่คิดเอาไว้ แทนที่จะได้ประกาศข่าวดี กลับกลายเป็นข่าวร้ายไป
เช้าวันนี้ เรากับที่รักตื่นเต้นกันมาก เพราะมีนัดไปอัลตราซาวน์ครั้งแรกที่โรงพยาบาล อยากเห็นหน้าลูกกันละ
เราได้คิวกันตอน 10โมงครึ่ง ก็เข้าไปห้องอัลตราซาวน์ เปิดพุงให้หมอตรวจ
หมอก็เก่งมาก ไม่ต้องหาเลยว่าลูกอยู่ตรงไหน จิ้มที่สแกนลงไปปุ๊บก็เจอเด็กน่ารักๆพอดี เรางี้ยิ้มเลย
แต่เราก็งง ทำไมคุณหมอเงียบๆไป ตอนแรกก็ชวนเราสองคนคุยซะอย่างดี และแล้วข่าวร้ายก็คือว่า
ดูจากอัลตราซาวน์แล้ว เด็กดูผิดปกติมาก ตรงช่วงท้ายทอยมีความหนาเกินปกติไปมากๆ
ปกติความหนาท้ายทอยต้องไม่เกิน 3.5มม. แต่ของลูกเราหนา 10มม.
ซึ่งก็หมายความว่า เด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือดาวน์ซินโดรมสูง ถึง 1ใน4 เลย
*** สำหรับคนที่ไม่ทราบ ทางการแพทย์ความเสี่ยง1ใน200 ก็ถือว่าสูงมากแล้วค่ะ**
แต่ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดจากพ่อหรือแม่ หรือการใช้ชีวิตของเรา แต่มันคือความโชคร้ายอย่างเดียว
เราได้ยินแบบนี้ก็ช็อคมาก สมองตื้อไปหมด คิดแต่ว่านี่มันไม่จริงใช่ไม๊ ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกกับเราสองคน
แล้วหมอก็แนะนำให้เจาะน้ำคร่ำตรวจเพื่อยืนยันให้แน่ใจอีกที ปัญหามันอยู่ที่เราจะบินกลับไทยวันรุ่งขึ้นนี้แล้ว
หมอเลยแนะนำว่า งั้นก็เจาะน้ำคร่ำตรวจมันซะวันนี้เลย เราก็ตกลง
และถ้าผลออกมาคอนเฟิร์มว่าน้องป่วย เราก็ต้องเอาเค้าออก ซึ่งมันเจ็บปวดมากนะ
ตอนหมออกจากห้องตรวจไป เพื่อไปติดต่อหมอที่จะเจาะน้ำคร่ำเรา ถึงตอนนี้เราเก็บอารมณ์ไว้ไม่ไหวแล้ว
ปล่อยโฮตรงนั้นเลย มันเสียใจแบบที่สุด เศร้ามาก ช็อคด้วย ไม่ได้เตรียมใจรับมือกับเรื่องนี้มาก่อนเลย
ที่รักก็เข้มแข็งมาก เค้าก็เสียใจเหมือนกัน เราเห็นเค้าตาแดงๆ แต่พยายามข่มเอาไว้และปลอบใจเรา
ที่รักบอกไม่เป็นไรนะ เรายังมีกันและกัน เดี๋ยวเรามีกันใหม่ได้ เค้ารักเรามากๆนะ เราได้ยินยิ่งโฮไปใหญ่ ฮือๆ
หมอกลับเข้ามาบอกว่า ให้นั่งรอครึ่งชม. แล้วจะไปเจาะน้ำคร่ำ
แต่ก็ได้บอกด้วยว่ามันก็มีความเสี่ยงและความเจ็บยังไงบ้าง ถึงตอนนี้เราไม่กลัวเจ็บทางกายอะไรแล้ว
เพราะที่อยู่ในใจตอนนี้ มันเจ็บสุดๆยิ่งกว่าอะไรดี แต่ก็พยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็งไว้
เป็นครึ่งชม.ที่ทรมานมาก เราเหมือนคนบ้าเลย ร้องไห้ตลอด
แล้วก็ถึงเวลาเจาะน่ำคร่ำ ตอนแรกหมอก็จะอัลตราซาวน์ดูตำแหน่งของรกก่อน แล้วก็เอาเข็มมาเจาะลงไปที่ท้อง
ตอนนั้นเจ็บมาก แต่ในใจคิดถึงแต่ลูก ทนได้ ที่รักจับมืออยู่ข้างๆให้กำลังใจตลอด
พอเสร็จ ก็นั่งคุยกันกับหมอ เราถามเปอร์เซ็นต์ที่เด็กจะเป็นปกติ หมอไม่ตอบเพราะรู้ว่ามันน้อยมากแทบจะไม่มี
เพราะดูจากอัลตราซาวน์แล้ว เด็กดูป่วยมากจริงๆ เราตัวชาไปหมด คิดอะไรไม่ออกแล้วตอนนั้น
รู้อย่างเดียวว่า คงต้องเอาลูกออก เท่านี้ใจก็สลาย
พอเสร็จจากคุณหมอ หมอก็ให้นั่งพักนิ่งๆซัก15นาที ค่อยกลับบ้าน ระหว่างนี้เราก็บอกข่าวร้ายนี้กับมามี๊ที่ไทย
เราก็ร้องไห้อีกรอบ พอรู้ว่ามามี๊ก็เสียใจร้องไห้ไปกับเราด้วย เราก็ยิ่งเศร้า
จนหมอเห็น ก็เดินเข้ามาถามเราสองสามรอบว่าเราโอเคไม๊ แล้วก็เอาทิชชู่มาให้ คุณหมอน่ารักมาก
พอกลับบ้านก็ เริ่มทำใจและยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ลูกอาจจะยังไม่พร้อมมาเกิดกับเรา
แต่ยังไงซะ กลับไทยไปรอบนี้คงจะไปตรวจทที่ไทยอีกที แล้วถ้าผลออกมาแย่จริงๆ
ก็จำเป็นต้องเอาน้องออกที่ไทย. เศ้ราจัง :(
แต่อย่างน้อยวันนี้ก็ได้รู้ว่า ที่รักอยู่ข้างเรา ให้กำลังใจเราตลอด ครอบครัวเราที่ไทยก็เป็นห่วงเรามาก
และครอบครัวที่เดนมาร์กก็เหมือนกัน ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะ เราจะเข้มแข็งให้เร็วที่สุด
ถือว่าแชร์ประสบการณ์กันนะคะ เข้าของไดต้องการที่ระบายและกำลังใจ
แต่ก็ขอร้องว่าอย่าคอมเม้นอะไรในเฟสบุ๊คต้อมเลย รวมถึงกล่องเฟสบุ๊คข้างล่างนี้ด้วย
เพราะยังมีเพื่อนหลายคนที่นี่และที่ทำงานยังไม่รู้เรื่องเลย
ต้อมไม่อยากตอบคำถามเรื่องนี้ค่ะ เพราะทุกครั้งที่นึกถึง มันก็เจ็บปวดทุกครั้ง คงเข้าใจกันนะคะ

เราได้ยินแบบนี้ก็ช็อคมาก สมองตื้อไปหมด คิดแต่ว่านี่มันไม่จริงใช่ไม๊ ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกกับเราสองคน
แล้วหมอก็แนะนำให้เจาะน้ำคร่ำตรวจเพื่อยืนยันให้แน่ใจอีกที ปัญหามันอยู่ที่เราจะบินกลับไทยวันรุ่งขึ้นนี้แล้ว
หมอเลยแนะนำว่า งั้นก็เจาะน้ำคร่ำตรวจมันซะวันนี้เลย เราก็ตกลง
และถ้าผลออกมาคอนเฟิร์มว่าน้องป่วย เราก็ต้องเอาเค้าออก ซึ่งมันเจ็บปวดมากนะ
ตอนหมออกจากห้องตรวจไป เพื่อไปติดต่อหมอที่จะเจาะน้ำคร่ำเรา ถึงตอนนี้เราเก็บอารมณ์ไว้ไม่ไหวแล้ว
ปล่อยโฮตรงนั้นเลย มันเสียใจแบบที่สุด เศร้ามาก ช็อคด้วย ไม่ได้เตรียมใจรับมือกับเรื่องนี้มาก่อนเลย
ที่รักก็เข้มแข็งมาก เค้าก็เสียใจเหมือนกัน เราเห็นเค้าตาแดงๆ แต่พยายามข่มเอาไว้และปลอบใจเรา
ที่รักบอกไม่เป็นไรนะ เรายังมีกันและกัน เดี๋ยวเรามีกันใหม่ได้ เค้ารักเรามากๆนะ เราได้ยินยิ่งโฮไปใหญ่ ฮือๆ
หมอกลับเข้ามาบอกว่า ให้นั่งรอครึ่งชม. แล้วจะไปเจาะน้ำคร่ำ
แต่ก็ได้บอกด้วยว่ามันก็มีความเสี่ยงและความเจ็บยังไงบ้าง ถึงตอนนี้เราไม่กลัวเจ็บทางกายอะไรแล้ว
เพราะที่อยู่ในใจตอนนี้ มันเจ็บสุดๆยิ่งกว่าอะไรดี แต่ก็พยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็งไว้
เป็นครึ่งชม.ที่ทรมานมาก เราเหมือนคนบ้าเลย ร้องไห้ตลอด
แล้วก็ถึงเวลาเจาะน่ำคร่ำ ตอนแรกหมอก็จะอัลตราซาวน์ดูตำแหน่งของรกก่อน แล้วก็เอาเข็มมาเจาะลงไปที่ท้อง
ตอนนั้นเจ็บมาก แต่ในใจคิดถึงแต่ลูก ทนได้ ที่รักจับมืออยู่ข้างๆให้กำลังใจตลอด
พอเสร็จ ก็นั่งคุยกันกับหมอ เราถามเปอร์เซ็นต์ที่เด็กจะเป็นปกติ หมอไม่ตอบเพราะรู้ว่ามันน้อยมากแทบจะไม่มี
เพราะดูจากอัลตราซาวน์แล้ว เด็กดูป่วยมากจริงๆ เราตัวชาไปหมด คิดอะไรไม่ออกแล้วตอนนั้น
รู้อย่างเดียวว่า คงต้องเอาลูกออก เท่านี้ใจก็สลาย
พอเสร็จจากคุณหมอ หมอก็ให้นั่งพักนิ่งๆซัก15นาที ค่อยกลับบ้าน ระหว่างนี้เราก็บอกข่าวร้ายนี้กับมามี๊ที่ไทย
เราก็ร้องไห้อีกรอบ พอรู้ว่ามามี๊ก็เสียใจร้องไห้ไปกับเราด้วย เราก็ยิ่งเศร้า
จนหมอเห็น ก็เดินเข้ามาถามเราสองสามรอบว่าเราโอเคไม๊ แล้วก็เอาทิชชู่มาให้ คุณหมอน่ารักมาก
พอกลับบ้านก็ เริ่มทำใจและยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ลูกอาจจะยังไม่พร้อมมาเกิดกับเรา
แต่ยังไงซะ กลับไทยไปรอบนี้คงจะไปตรวจทที่ไทยอีกที แล้วถ้าผลออกมาแย่จริงๆ
ก็จำเป็นต้องเอาน้องออกที่ไทย. เศ้ราจัง :(
แต่อย่างน้อยวันนี้ก็ได้รู้ว่า ที่รักอยู่ข้างเรา ให้กำลังใจเราตลอด ครอบครัวเราที่ไทยก็เป็นห่วงเรามาก
และครอบครัวที่เดนมาร์กก็เหมือนกัน ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะ เราจะเข้มแข็งให้เร็วที่สุด
ถือว่าแชร์ประสบการณ์กันนะคะ เข้าของไดต้องการที่ระบายและกำลังใจ
แต่ก็ขอร้องว่าอย่าคอมเม้นอะไรในเฟสบุ๊คต้อมเลย รวมถึงกล่องเฟสบุ๊คข้างล่างนี้ด้วย
เพราะยังมีเพื่อนหลายคนที่นี่และที่ทำงานยังไม่รู้เรื่องเลย
ต้อมไม่อยากตอบคำถามเรื่องนี้ค่ะ เพราะทุกครั้งที่นึกถึง มันก็เจ็บปวดทุกครั้ง คงเข้าใจกันนะคะ

No comments:
Post a Comment